“เกษตรฟื้นฟู” เพื่อเบียร์ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

เกษตรฟื้นฟูแบบ ‘Carlsberg’ หนทางสู่เบียร์ที่ดีขึ้นสำหรับโลกและทุกคน

เคยสงสัยไหมว่าเครื่องดื่มแห่งการสังสรรค์ยอดนิยมอย่าง ‘เบียร์’ เย็น ๆ สักแก้ว ที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาอย่างช้านานจนมาถึงในยุคสมัยนี้ จะต้องแลกมากับอะไรบ้าง? แน่นอนว่าต้องเป็นเงินในกระเป๋าและถ้าหากดื่มมากไปเสียหน่อยก็อาจจะต้องแลกมาด้วยอาการปวดหัวจากการเมาค้างหรือแฮงค์โอเวอร์ (Hangover) ในวันถัดไป สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายจากตัวของเราเพื่อแลกกับความสนุกสนาน ความสัมพันธ์ และความผ่อนคลายจากความเครียด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร หากอยู่ในกรอบความรับผิดชอบของตัวเราเอง

.

แต่นอกจากบรรดาต้นทุนพื้นฐานเหล่านั้นแล้ว การได้มาซึ่งเบียร์สักแก้ว สิ่งแวดล้อมก็ช่วยเราจ่ายไม่น้อยเช่นเดียวกัน เพราะการผลิตเบียร์ต้องใช้น้ำอย่างมหาศาล การผลิตเบียร์ 1 ลิตรต้องใช้น้ำโดยเฉลี่ยมากถึง 6-8 ลิตรในกระบวนการผลิต ซึ่งรวมถึงการทำความสะอาด การทำความเย็น และกระบวนการหมัก และหากถ้าหากเรานับรวมไปถึงตั้งแต่ขั้นตอนเกษตรกรรม การปลูกข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเบียร์นั้นมีการใช้น้ำมากจนถึง 300 ลิตรต่อการผลิตเบียร์ 1 ลิตร

.

นอกจากการใช้น้ำและพลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว การเพาะปลูกวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวบาร์เลย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเบียร์ก็สร้างภาระให้กับโลกอยู่ไม่น้อย ข้าวบาร์เลย์ที่ปลูกใน ‘ฟาร์มเชิงเดี่ยว’ (Monoculture) มักทำให้ดินเสื่อมโทรมและความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงอย่างแพร่หลาย ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนี้ต่อไป ย่อมจะกลายเป็นปัญหาทั้งในแง่ของความยั่งยืนและผลผลิตในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

ในยุคโบราณนั้น เบียร์ถูกผลิตขึ้นมาจากการเกษตรรายย่อย ที่ผู้คนธรรมดาต่างก็ต้มเบียร์ในแบบฉบับของตัวเอง เหล่าธัญพืชที่ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบก็ล้วนมาจากการปลูกตามมีตามใช้ แต่ในวันที่โลกขยับเข้าสู่ในยุคปัจจุบัน ไม่ผิดเลยที่การผลิตเบียร์จะกลายเป็นระบบอุตสาหกรรม ไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แต่คำถามคือในวันที่เบียร์ได้สร้างภาระให้กับโลกอยู่ไม่น้อย เราจะทำอย่างไรให้เบียร์สามารถอยู่กับเราไปได้ต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ หรือเราจะทำอย่างไรให้การได้ดื่มเบียร์สักแก้ว ไม่ต้องแลกมากับความเป็นอยู่ของธรรมชาติอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน?

.

สิ่งเหล่านี้ได้ผลักดันให้ ‘Carlsberg Group’ บริษัทแม่ของเบียร์หลากหลายยี่ห้อที่รวมถึง ‘BeerLao’ เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการ ‘ตั้งเป้า’ ว่าจะประยุกต์ใช้แนวทาง ‘การเกษตรฟื้นฟู’ (Regenerative Agriculture) ในขั้นตอนเกษตรกรรมโดยสมบูรณ์ภายในปี 2040 เพื่อฟื้นฟูและลดทอนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างรูปแบบความยั่งยืนใน Supply Chain รวมถึงความพยายามที่จะเป็นตัวอย่างในด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอีกด้วย

.

ซึ่งพวกเขาเรียกผลผลิตจากการเกษตรแบบนี้ว่า ‘Responsible Barley

.

การเกษตรฟื้นฟูของ Carlsberg เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2022 ในประเทศฟินแลนด์ โดยที่ข้าวบาร์เลย์จากโครงการนี้ได้ถูกใช้ในการผลิตเบียร์คริสต์มาสยี่ห้อ ‘KOFF’ นอกจากนั้น โครงการนี้ยังได้รับการส่งเสริมในประเทศอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ในประเทศฝรั่งเศส ข้าวบาร์เลย์ที่ปลูกในลักษณะการเกษตรฟื้นฟูนี้ถูกใช้ในการผลิตเบียร์ยี่ห้อ ‘Kronenbourg 1664’ ซึ่งได้ตั้งเป้าว่าจะใช้ข้าวบาร์เลย์เชิงฟื้นฟูทั้งหมดภายในปี 2026 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพของดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ 

.


Koff Christmas Beer (Carlsberg Group)

.

แนวทางการเกษตรฟื้นฟูที่ Carlsberg นำมาใช้ ไม่ใช่แค่การปลูกข้าวบาร์เลย์ในฟาร์มแบบเดิม ๆ แต่คือการสร้างฟาร์มที่มีชีวิต การปลูกข้าวบาร์เลย์ในสภาพแวดล้อมที่ช่วยฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งผ่านกระบวนการธรรมชาติ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างปุ๋ยธรรมชาติ และการไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย 

.

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศลาว Carlsberg ก็ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่นรวมถึงสถาบันวิจัยแห่งชาติ (National Research Institute) ในการดำเนินโครงการเกษตรฟื้นฟูนี้ และเพื่อเป็นการสร้างต้นน้ำของทรัพยากรที่จะถูกนำไปผลิตต่อเป็น Beerlao ซึ่งโครงการแบบนี้ก็เริ่มที่จะแผ่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นในบรรดาแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ Carlsberg

.

แน่นอนว่าการขยับมาใช้วิธีแบบนี้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่อาจจะไม่ได้ตอบแทนเท่ากับวิธีแบบอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นการขยับเข้าสู่วิธีที่ในอุตสาหกรรมจะยังไม่คุ้นชินนัก ทั้งยังตามมาด้วยความต้องการในด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ หรือวิธีที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาค ที่ต้องลงทุนและลงแรงในการพัฒนาอีกด้วย

.

แต่แน่นอนว่าการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ย่อมมาพร้อมความท้าทายเสมอ รวมไปถึงความพยายามที่จะลดภาระให้โลกด้วย และการตัดสินใจของ Carlsberg ก็ถือเป็นก้าวสำคัญบนสนามการต่อสู้อันยาวไกลในครั้งนี้ แม้จะยังไม่ได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แต่คำมั่นสัญญาของ Carlsberg ภายในปี 2040 ถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และน่าจับตามองในอุตสาหกรรมเบียร์และอื่น ๆ เป็นอย่างมาก เพราะ หากสำเร็จ มันอาจเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมในมิติของ Supply Chain ก็เป็นได้

.

สิ่งที่ Carlsberg Group กำลังทำนั้น เป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวบาร์เลย์หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมเบียร์ แต่มันเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับตัวของมนุษยชาติ ที่ตระหนักว่าทุก ๆ การเลือกของเรามีผลกระทบในระยะยาว การเลือกใช้เกษตรฟื้นฟู ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเบียร์ แต่เป็นการส่งต่อความหวังว่าอุตสาหกรรมทั่วโลกจะเริ่มต้นแก้ปัญหาตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ’ เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับอนาคต

.

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘เบียร์’ ที่อยู่คู่กับมนุษย์มานับพันปี จะยังคงอยู่กับเราไปอีกนานเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวที่เราทำในวันนี้ การเดินทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้จบลงที่โรงกลั่น แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในไร่ข้าวบาร์เลย์ และขยายออกไปในทุกภาคส่วนของชีวิตเรา

.

ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็น ‘เส้นทาง’ ที่จะพาเราก้าวสู่อนาคตของโลกใบนี้ที่จะยังคงเบ่งบานเช่นเดียวกับเบียร์เย็น ๆ ที่เรายกแก้วดื่มกันตลอดมา

.

#aRoundP #Purpose #Carlsberg #CarlsbergGroup

อ้างอิง

Food Product Environmental Footprint Literature Summary: Beer

Understanding Your Water Footprint and its Impact on the Climate | ProBrewer

Carlsberg Group plans expanded regenerative barley usage across brands in the UK, Finland and France | Carlsberg Group

A Change is Brewing: Carlsberg Commits to Regenerative Farms | Sustainability Magazine

โหลดภาพประกอบที่ลิงก์นี้

สิ่งที่รวมกันออกมาเป็นแพร พิมพ์ลดา ประกอบร่างมาจากความสนใจที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน และเรื่องสิ่งแวดล้อม aRoundP คือที่ปล่อยของอีกแพลตฟอร์มหนึ่งของเรา เพื่อบอกเล่าถึงเรื่องดีๆ เรื่องสนุกๆ ที่จะทำให้เราทุกคนกลายเป็น Change Maker ที่เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ ในแบบของเราเอง