‘เซบาสเทียว ซาลกาโด’ ช่างภาพในตำนานผู้ล่วงลับที่คืนผืนป่า 4,431 ไร่ ด้วยการปลูกต้นไม้ 3 ล้านต้นให้บราซิล

เรื่องราวของ ‘เซบาสเทียว ซาลกาโด’ (Sebastião Salgado) ช่างภาพผู้อยู่เบื้องหลังผลงานสีขาวดำตีแผ่ชีวิตของมนุษย์ชายขอบและธรรมชาติกับภารกิจการคืนผืนป่า 4,431 ไร่ ด้วยการปลูกต้นไม้ 3 ล้านต้นให้บราซิลผ่านโครงการ ‘Instituto Terra’





เรามักได้ยินกันบ่อยครั้งที่บอกว่า “คน ๆ เดียวก็สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบได้” เขาคนนั้นอาจจะทำอะไรเล็ก ๆ ที่ส่งผลที่ยิ่งใหญ่ได้ บ้างก็ลงมือทำจนเห็นผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงในทันตา บ้างก็ลงมือทำเพื่อพิสูจน์ว่า ‘มนุษย์ธรรมดา’ เช่นเขา ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ต่างอะไรจากคนทุกคน

‘เซบาสเทียว ซาลกาโด’ คือหนึ่งในคนที่ทำให้เราเห็นว่าด้วยสองมือของมนุษย์ ก็สามารถช่วยเปลี่ยนโลกทั้งใบได้

‘เซบาสเทียว ซาลกาโด’ (Sebastião Salgado) คือช่างภาพชาวบราซิลผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ผลงานของเขาได้ตีแผ่ความทุกข์ทนชีวิตของมนุษย์ด้วยความงามของภาพถ่าย ชุดงานภาพถ่ายของเขาอย่าง ‘Workers’ ที่ได้รวบรวมภาพถ่ายของแรงงานประเทศต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นไส้ในของการพัฒนาว่าต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความเจ็บปวด และชีวิตของผู้คนและสิ่งแวดล้อมไปอย่างไรบ้าง

เขาไม่ได้เพียงแค่ ‘ถ่ายภาพ’ แต่ใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือในการจุดประกาย สะท้อน และกระตุกความรู้สึกให้ผู้คนตระหนักถึงความทุกข์ยาก ความเปราะบางของมนุษย์ และความรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ

แต่เมื่อการบันทึกโลกผ่านเฟรมภาพถ่ายเริ่มหนักหน่วงเกินกว่าที่หัวใจจะรับไหว ซาลกาโด เลือกเปลี่ยนเลนส์มาสู่โลกจริง ลงมือเปลี่ยนแปลงบางสิ่งด้วยตัวเอง ด้วยการกลับไปยังผืนดินในวัยเด็กของเขา ที่ครั้งหนึ่งเคยเขียวชอุ่ม แต่ปัจจุบันกลายเป็นดินแดนแห้งแล้ง และได้ลงมือปลูกต้นไม้ทีละต้น จนในที่สุดฟื้นคืนผืนป่าราว 4,431 ไร่ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

จากช่างภาพสู่ผู้ปลูกป่า

ซาลกาโดเกิดที่เมืองไอมอเรส รัฐมีนัสเชไรส์ ประเทศบราซิล เขาเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่ในวัย 27 ปีเขาหยิบกล้องขึ้นมาครั้งแรก และไม่เคยวางมันลงอีกเลย

ผลงานของเขาไม่ใช่เพียงแค่การบันทึกภาพ แต่คือการตั้งคำถามกับความเป็นไปของโลกทั้งใบ ซีรีส์ภาพถ่ายอย่าง Workers, Exodus หรือภาพจากเหมืองทอง Serra Pelada กลายเป็นภาพจำของความจริงอันโหดร้าย ความยากลำบากของแรงงาน ความอดอยากของผู้คน และความทุกข์ของผู้ลี้ภัย

ภาพเหล่านั้นที่ตีแผ่ความจริงอันโหดร้ายได้ค่อย ๆ บั่นทอนจิตใจของเขาทีละน้อย โดยเฉพาะภายหลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาและสงครามในยูโกสลาเวีย

ซาลกาโดถึงกับเคยเผยความรู้สึกว่า “ผมรู้สึกละอายที่เป็นมนุษย์

และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ เซบาสเทียว ซาลกาโด ตัดสินใจกลับบ้าน เพราะอยากจะเป็น ‘มนุษย์’ ที่คู่ควรกับโลกใบนี้มากกว่าเดิม

ชุบชีวิตผืนดินที่เคยงดงามในอดีต

เมื่อกลับไปยังฟาร์มของครอบครัวที่ตัวเขาเติบโตขึ้นมาในช่วงปี 1990 ซาลกาโดค้นพบว่าผืนป่าที่เคยเขียวชอุ่มในวัยเด็กของเขา ได้กลายเป็นผืนดินที่แห้งแล้ง ไร้เงาไม้ ไร้เสียงนก และแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่เลย

ซาลกาโดและภรรยา ‘เลเลีย วานิก ซาลกาโด’ (Lélia Wanick Salgado) ไม่ปล่อยให้ภาพนั้นเป็นเพียงปัจจุบันที่น่าหดหู่ใจ แต่ตัดสินใจที่จะลงมือสร้างสรรค์บางสิ่งเพื่อชุบชีวิตอดีตที่งดงามของพวกเขากลับมา พวกเขาประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติส่วนบุคคล (Private Natural Heritage Reserve) และในปี 1998 ได้ก่อตั้ง ‘Instituto Terra’ องค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นทั้งศูนย์ปลูกป่าขนาดใหญ่ และพื้นที่เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากการปลูกต้นไม้พื้นถิ่นบนพื้นที่ 4,431 ไร่ หรือประมาณ 7 ตารางกิโลเมตร

การปลูกต้นไม้เริ่มขึ้นในปี 1999 โดยได้แรงสนับสนุนจากเด็กนักเรียนในเมืองไอมอเรสที่มาร่วมปลูกต้นไม้รุ่นแรก กล้าไม้ที่นำมาปลูกทั้งหมดเป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นของป่าแอตแลนติก (Atlantic Forest) ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่เคยครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ของบราซิล แต่ถูกทำลายไปกว่า 90%

กว่า 25 ปีต่อมา พื้นที่ดังกล่าวได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง กลายเป็นผืนป่าขนาด 4,431 ไร่ ที่มีต้นไม้พื้นถิ่นกว่า 3 ล้านต้น แหล่งน้ำธรรมชาติกลับมาไหลอีกครั้ง และสัตว์ป่าทั้งนก แมลง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เริ่มทยอยกลับมาสู่ถิ่นอาศัยเดิม นอกจากจะช่วยฟื้นระบบนิเวศและทำให้พื้นที่กลับมามีคุณค่าทางจิตใจต่อชุมชนโดยรอบอีกครั้ง

เซบาสเทียว ซาลกาโด ได้ทำให้ผืนป่าในความทรงจำของเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ถางทางเป็นตัวอย่าง เพื่อความเปลี่ยนแปลงรุ่นต่อไป

Instituto Terra ไม่ใช่เพียงแค่โครงการปลูกต้นไม้ แต่กลายเป็นแบบจำลองแห่งการฟื้นฟูที่ใช้ได้จริง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ ‘Terra Doce’ ที่ผสานระหว่างระบบนิเวศกับเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริม ‘เกษตรกรรมแบบวนเกษตร’ (Agroforestry) หรือการทำเกษตรควบคู่กับการปลูกป่า ให้เกษตรกรรายย่อยสามารถปลูกโกโก้และกาแฟร่วมกับต้นไม้พื้นถิ่นได้อย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชน และช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดินและแหล่งน้ำไปพร้อมกัน

โครงการนี้ตั้งเป้าฟื้นฟู ‘ตาน้ำธรรมชาติ’ (Natural Springs) มากถึง 4,200 แห่งในหุบเขาแม่น้ำโดเช (Rio Doce Valley) และใช้การปลูกต้นไม้จำนวน 2 ล้านต้นเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว โดยในอนาคต Instituto Terra หวังว่าจะขยายแบบจำลองนี้ไปยังพื้นที่อื่นของบราซิลที่กำลังเผชิญปัญหาน้ำแล้งและการทำลายป่า

ในด้านการศึกษา โครงการ ‘Terrinhas’ ของสถาบันได้เข้าถึงเด็กและเยาวชนมากกว่า 80,000 คน จากโรงเรียนรอบเมืองไอมอเรส ด้วยคอร์สเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติตลอดระยะเวลา 7 เดือน ช่วยปลูกฝังความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและพร้อมฟื้นฟูมันต่อไป

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้ผืนป่ากลับมามีชีวิตเท่านั้น แต่ยังฟื้นฟูจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชน และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ผูกพันกับธรรมชาติและความยั่งยืน

ซาลกาโดเคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่เราทำที่ Instituto Terra ควรจะเกิดขึ้นทั่วทั้งบราซิล และอาจจะทั่วทั้งโลก” และในวันนี้ โลกก็เริ่มหันมามองแบบจำลองนี้อย่างจริงจัง

ในวันที่ 23 พฤษภาคม ปี 2025 เซบาสเทียว ซาลกาโด จากโลกนี้ไปอย่างสงบในวัย 81 ปี หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีสาเหตุมาจากมาลาเรียที่เขาติดระหว่างทำงานถ่ายภาพในอินโดนีเซีย

ซาลกาโดทิ้งไว้ซึ่งมรดกที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายขาวดำที่สะกดสายตาและตีแผ่ความจริงที่โหดร้ายสู่สายตาผู้คนทั่วโลก แต่เป็นผืนป่าที่มีชีวิตจริง เป็นต้นไม้ 3 ล้านต้นที่เขาและภรรยาปลูกไว้ เป็นแหล่งน้ำที่กลับมาไหล เป็นสัตว์ป่าที่หวนคืน เป็นเด็กนับหมื่นที่เติบโตมากับบทเรียนแห่งธรรมชาติ

เขาเคยบอกว่า “การปฏิวัติเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรายอมเปลี่ยนแปลงจากภายใน” (The revolution only comes through evolution)

และเขาได้ลงมือทำสิ่งนั้นด้วยมือเปล่า ด้วยกล้องหนึ่งตัว และต้นกล้าเล็ก ๆ อีกนับไม่ถ้วน

บทความนี้คือการรำลึกถึงชีวิตของชายคนหนึ่งที่ใช้ศิลปะเพื่อเยียวยาโลก เขาไม่ได้เพียงแค่บันทึกความจริง แต่เขากลับไปพิสูจน์และลงมือสร้างความจริงที่เขาเชื่อ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บางครั้ง การได้เห็นต้นไม้ต้นหนึ่งเติบโตขึ้นจากดินที่เคยตาย ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเชื่ออีกครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ … ด้วยสองมือของเรา

หน้าตาของคำว่า ‘ความยั่งยืน’ มักถูกใช้จนดูจำเจ แต่คำถามสำคัญคือเราจะเล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมาอย่างไร ที่จะทำให้วิถีการอยู่คู่กับโลกมีความหมายมากกว่าเดิม เพราะทุกคนล้วนมีความรักต่อโลกใบนี้ในแบบฉบับของตัวเอง นั่นคือความเชื่อของผมในการเล่าเรื่องผ่าน aRoundP