
เมื่อชายคนหนึ่งเลือกที่สื่อสารความรักที่เขามีต่อสิ่งแวดล้อมผ่านเสื้อยืดมากว่า 50 ปี แถมยังนำรายได้ส่วนหนึ่งบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมมาจนปัจจุบันนี้ก็เป็นเงินกว่า 240,000 เหรียญ หรือเป็นเงินไทยกว่า 7,800,000 บาท!
เป็นไปได้ว่าในระหว่างคุณกำลังไถดู Reel วิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์ม Instagram หรือ Facebook อยู่ คุณจะผ่านเข้าไปเห็นกับวิดีโอสั้นของชายชราคนหนึ่ง สวมเสื้อสเวตเตอร์หรือเสื้อยืดที่มีลวดลายของสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมที่ถูกบรรจงสรรค์สร้างมาอย่างสวยงาม พร้อมกล่าวคำพูดแนะนำตัวว่า “Hi, I’m Jim Morris and I make wildlife T-Shirts.”
เขาคนนี้มีนามว่า ‘จิม มอร์ริส’ (Jim Morris) เจ้าของร้านและผู้ก่อตั้ง ‘Jim Morris Environmental & Wildlife T-Shirt Co.’ ร้านขายเสื้อยืดที่ใช้ภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติเป็นลวดลายบนเสื้อ ไม่เพียงแค่เป็นลายที่ดูแล้วรู้สึกสงบและรื่นรมย์หัวใจ แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารความงามของโลก และปลุกให้ผู้คนตื่นรู้ต่อสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 50 ปี
มาจนถึงวันนี้ จิม มอร์ริส ก็ถูกให้ฉายาว่าเป็น ‘คุณตาแห่งโลกอินเทอร์เน็ต’ (Internet’s Grandpa) ด้วยบุคลิกใจดี เสียงนุ่มนวล และความรักธรรมชาติที่สื่อสารออกมาได้อย่างน่าประทับใจผ่านคลิปไวรัลใน Instagram แต่นอกจากนั้นแล้ว เรื่องของมอร์ริสยังเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของคน ๆ หนึ่งที่ตั้งมั่นและลงมือเปลี่ยนโลกในแบบของเขาเอง
เสื้อยืดที่เขาขาย ไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นภาษาหนึ่งของความรักธรรมชาติ ที่เรียบง่าย ทรงพลัง และยั่งยืน

เมล็ดพันธุ์ของความ (อยาก) เปลี่ยนแปลง
จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดที่ทำให้ผู้คนมากมายรู้จักเขาในฐานะ ‘คุณตาขายเสื้อรักษ์สิ่งแวดล้อม’ ดังเช่นทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากไอเดียธุรกิจ หรือความฝันที่จะเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อยืดระดับโลก หากแต่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ในห้องประชุมของมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโดย้อนกลับไปราว 50 ปีที่แล้ว

ในช่วงเวลานั้น จิม มอร์ริส คุณตาขายเสื้อในทุกวันนี้กำลังเป็นนักศึกษาปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์ ที่ได้เข้าร่วมฟังการบรรยายเกี่ยวกับการล่าโลมาและวาฬเชิงพาณิชย์ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์ทะเลอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ในไม่ช้า
สำหรับใครบางคน เรื่องที่ได้ยินในวันนั้นอาจเป็นแค่ข้อมูลทางวิชาการ หรือข้อกังวลที่เรียกร้องให้องค์กรที่รับผิดชอบตื่นตัว แต่สำหรับ จิม มอร์ริส ในตอนนั้น มันกลับกลายเป็น ‘คำถามในใจ’ ที่ฝังแน่นยิ่งกว่านั้น
เพราะคำถามสำคัญที่ผุดขึ้นมาคือ ‘จะทำยังไงให้คนอื่นหันมาสนใจเรื่องนี้ได้เหมือนที่เรารู้สึกอยู่?’
ด้วยพลังของคน ๆ เดียว คำตอบที่มอร์ริสคิดขึ้นมา ไม่ใช่การเดินขบวน หรือออกแถลงการณ์ที่หวังจะสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมในวงกว้าง แต่เป็นการพิมพ์ภาพของสัตว์เหล่านั้นลงบนเสื้อยืด
เพราะในยุคนั้น เสื้อยืดเริ่มกลายเป็นช่องทางใหม่สำหรับการสื่อสารความคิดเห็น ไม่ต่างจากโปสเตอร์หรือป้ายประท้วง เพียงถ้อยคำไม่กี่คำก็อาจมีพลังและสร้างการตระหนักรู้ภายในสังคมได้ไม่น้อย และจิมก็เห็นว่านี่คือพื้นที่ที่เขาสามารถใช้สร้างบทสนทนาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในแบบที่เข้าถึงคนทั่วไปได้มากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น เสื้อต่อต้านสงคราม ณ ขณะนั้น หรือแม้แต่เสื้อยืดลาย Save the Whales ที่ผลิตขึ้นโดย Greenpeace ในโครงการ The Whale Protection Fund ที่มุ่งสื่อสารให้ผู้คนได้ตระหนักถึงดูแลรักษาสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมในช่วงปี 1971 โดยเฉพะการรณรงค์ให้ผู้คนหยุดล่าวาฬสีน้ำเงินที่จำนวนลดน้อยลงจนน่าเป็นห่วง
เมล็ดพันธุ์ของบริษัทขายเสื้อลายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมจึงถูกหว่านโปรยในหัวใจของ จิม มอร์ริส ก่อนที่ไม่นานมันจะงอกเงยและผลิดอกออกผลเป็น ‘Jim Morris Environmental & Wildlife T-Shirt Co.’

ร้านขายเสื้อของมอร์ริส
เพียงไม่กี่ปีหลังจากการบรรยายเกี่ยวกับวาฬ ในปี 1976 จิม มอร์ริส ได้ก่อตั้ง Jim Morris Environmental & Wildlife T‑Shirt Co. ในเมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด พร้อมนำภาพวาดสัตว์ป่าและธรรมชาติมาสู่เสื้อยืดเพื่อตีแผ่ความงามและความตระหนักรู้ให้แพร่กระจายไปในความรู้สึกของผู้คน
สิ่งที่ทำให้แบรนด์ของเขาแตกต่างคือ ความละเอียดตั้งแต่ต้นแบบ ภาพเขียนที่สวยงามล้วนเป็นงานวาดมือ ระบบการพิมพ์ก็จะมีทีมงานที่เป็นมนุษย์ดูและลงมือพิมพ์เองบนเสื้อทุก ๆ ตัว ไปจนถึงการคัดสรรศิลปินที่สร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าที่มีทั้งมีการเสนอเข้ามาจากภายนอก หรือแม้แต่ศิลปินที่มีผลงานไปเตะตามอร์ริสเข้าจนเขาติดต่อไปด้วยตัวเอง

แม้ต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบจะเพิ่มสูงขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จิมก็ยืนยันหนักแน่นที่จะไม่ลดทอนคุณภาพและเจตนารมณ์ เขาเน้นใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงงานพิมพ์ที่ไม่ลดคุณค่าของลวดลาย เพราะนอกจากหน้าบ้านที่กล่าวถึงความรักที่มีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว หลังบ้านก็ต้องลงมือทำเพื่อพิสูจน์สิ่งที่พวกเขาพยายามจะสื่อสารไปพร้อม ๆ กัน
และเหนือสิ่งอื่นใด นับตั้งแต่วันก่อตั้ง มอร์ริสไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การขายเสื้อเพื่อเล่าความงามของธรรมชาติ แต่เขานำรายได้จากยอดขายไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่ากว่า 30 แห่งทั่วสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 240,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยกว่า 7,800,000 บาท
รายชื่อองค์กรเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ Rainforest Action Network, Greenpeace, Earth Island Institute ไปจนถึง Defenders of Wildlife, Orangutan Foundation International และ Center for Biological Diversity นอกจากนี้ เขายังจัดแคมเปญระดมทุนเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ เช่น Mission: Wolf, Dark Sky Coalition และ 350 Colorado โดยใช้เสื้อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและระดมทุนในเวลาเดียวกัน
จนมาถึงวันนี้เองที่ จิม มอร์ริส มีเว็บไซต์ที่เราสามารถเข้าไปเลือกซื้อเสื้อของ จิม มอร์ริส ได้ที่ปลายนิ้ว พวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะสื่อสารความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น เสื้อลายวาฬที่มอร์ริสจัดขึ้นในวาระ ‘Celebration of Whales’ ในเนื้อหาที่บรรยายคุณลักษณะของเนื้อผ้าและลวดลาย พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะใส่เรื่องราวปัญหาสิ่งแวดล้อมที่วาฬกำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ และนี่คือรายละเอียดที่ในเว็บไซต์ของ จิม มอร์ริส ได้ระบุไว้สำหรับเสื้อตัวนี้

“ความหลากหลายของวาฬถูกถ่ายทอดลงบนเสื้อตัวนี้ ผ่านลวดลายวงกลมที่ร้อยเรียงเหล่าวาฬสายพันธุ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน วาฬเป็นตัวอย่างอันน่าทึ่งของการที่ผู้คนทั่วโลกสามารถร่วมมือกัน เพื่อปกป้องและรักษาสิ่งมีชีวิตทั้งกลุ่มให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ได้
แต่ถึงอย่างนั้น วาฬก็ยังคงเผชิญอันตรายจากมลพิษและการล่าวาฬผิดกฎหมาย อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำในมหาสมุทรที่เปลี่ยนแปลงไป และการลดลงของธาตุอาหารจากการอุ่นขึ้นของอุณหภูมิโลก ข้อกฎหมายที่มีช่องโหว่ยังเปิดทางให้การล่าวาฬเพื่อ “การวิจัย” เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้อย่างเต็มที่ ในขณะที่นอร์เวย์คัดค้านมาตรการระงับการล่าวาฬของคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ในปี 1982 อย่างชัดเจน วาฬยังได้รับผลกระทบจากมลพิษทางเสียง เพราะเสียงจากเรือเดินสมุทรและโซนาร์รบกวนการสื่อสารและรูปแบบการหาอาหารของฝูงวาฬ
แสดงความรักที่คุณมีต่อวาฬ และความตั้งใจที่จะร่วมปกป้องอนาคตของพวกมัน ด้วยเสื้อลวดลายงดงามตัวนี้ ข้อความกวีที่อยู่ภายในวงล้อมของวาฬเขียนไว้ว่า:
‘เฝ้าดูวาฬกระโจนและพ่นน้ำกลางท้องทะเลป่า วาฬจะกระเด็นความสุขใส่คุณ ทะเลจะส่งจังหวะแห่งชีวิตมาให้เรา เราต่างมีชะตากรรมเดียวกัน จงมีหัวใจที่เข้มแข็ง และลุกขึ้นปกป้องวาฬและท้องทะเล‘”

เสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง กับรอยยิ้มที่เปลี่ยนโลก
ในวัยกว่า 70 ปี จิม มอร์ริส อาจไม่ได้วิ่งวุ่นในงานแสดงสินค้าหรือเร่งขยายธุรกิจอีกต่อไป เขากลับกลายเป็น ‘คุณตา’ ที่ยืนอยู่หน้ากล้องในวิดีโอสั้น ๆ พูดเสียงนุ่ม ๆ แนะนำตัวเองพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะโชว์บรรดาเสื้อลวดลายต่าง ๆ อย่างภาคภูมิใจ
โดยเฉพาะในวันที่มีผู้คนได้เห็นเรื่องราวของเขามากขึ้น เมื่อในช่วงปี 2022 ‘ลิเดีย เครเมอร์’ (Lydia Kramer) หลานสาวของเพื่อน ที่ได้กลายมาเป็นทีมงานรุ่นใหม่ที่ชวนให้เขานำเสนอเรื่องราวของตัวเองบนโลกออนไลน์เสียเลย จึงทำให้วันนี้ผู้คนมากมาย หรือแม้แต่พวกเราที่กำลังตีแผ่เรื่องราวของเขาอยู่นี้ ได้พบกับเรื่องราวของ จิม มอร์ริส
เสื้อยืดของ จิม มอร์ริส ไม่ได้เปลี่ยนโลกอย่างฉับพลัน แต่มันได้กระจายเมล็ดพันธุ์ของความรักต่อสิ่งแวดล้อมให้ผู้คนนับไม่ถ้วน ผู้คนที่ซื้อเสื้อไปใส่ อาจได้ของแถมเป็นความรักเล็ก ๆ ที่อาจงอกเงยในหัวใจของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว
และอาจผุดคำถามว่า “เราทำอะไรได้อีกเพื่อช่วยโลกใบนี้?”
นี่คือพลังของ ‘คนหนึ่งคน’ ที่เชื่ออย่างจริงจังในบางสิ่ง และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่ต้องเป็นนักเคลื่อนไหวมืออาชีพ ไม่ต้องมีเวทีใหญ่โต หรือมีผู้ติดตามหลักล้าน แต่เป็นเพียงชายคนหนึ่งที่เชื่อในพลังของ ‘เสื้อยืด’
บางครั้ง โลกก็ไม่ได้ต้องการสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ต้องการคนธรรมดาที่มีหัวใจยิ่งใหญ่พอจะทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ต่อเนื่องด้วยหัวใจที่รักจริง และเสื้อยืดของคุณตานามว่า ‘จิม มอร์ริส’ ก็ได้พิสูจน์สิ่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เราพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของทางออก แม้เพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา” — Jim Morris
อ้างอิง
Jim Morris Environmental T-Shirt Co. (n.d.). Donations.
Jim Morris Environmental T-Shirt Co. (n.d.). T Shirt Fundraising – Jim Morris Environmental and Wildlife T Shirts.
Jim Morris Environmental T-Shirt Co. (n.d.). Official website.
Swanson, J. (2024, January 5). Jim Morris Environmental T-Shirts makes waves online. The Gazette.
The People. (2024). จิม มอร์ริส : สกรีนเสื้อขายมา 50 ปี เพราะอยากให้คนรักสิ่งแวดล้อม.